กรองร้อยถ้อยคำ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความดีที่น่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความดีที่น่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2567

รับมือกับคนคิดลบ

 วิธีรับมือกับคนเจ้าอารมณ์ ไร้เหตุผล อย่างมีประสิทธิภาพ แบบคนมีความรู้เขาทำกัน!?

1. นิ่งไว้ก่อน

    กฎข้อแรกของการรับมือคนไม่มีเหตุผลก็คือ เราต้องรักษาความสงบของจิตใจไว้ให้ได้ ยิ่งเรานิ่งเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่จะหาวิธีรับมือกับสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น เวลาที่คุณรู้สึกขุ่นเคืองใครบางคนที่ทำตัวน่าหงุดหงิด ก่อนที่จะพูดอะไรออกไปที่อาจจะทำให้ตัวเองต้องมานึกเสียใจในภายหลัง ให้ลองหายใจเข้าลึกๆและนับ 1-10 ช้าๆ อาจจะเป็นวิธีง่ายๆ แต่เชื่อมั้ยว่าก่อนที่จะนับถึง 10 คุณอาจจะนึกวิธีอะไรดีๆออกมาได้ แต่ถ้าคุณยังคงหงุดหงิดหลังจากนับถึง 10 ก็ต้องลองให้เวลากับตัวเองอีกหน่อย แล้วค่อยๆคิดอย่างมีเหตุผล

2. มองอีกมุม

    แม้ว่าอาจจะมีใครบางคนที่ทำพฤติกรรมแย่ๆกับเรา เช่น พูดจาไม่น่ารักหรือเหวี่ยงวีน ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดพอสมควร แต่ให้คุณลองคิดและมองดูอีกมุมก่อนว่า มันมีสาเหตุอื่นที่มาจากตัวเขาเองหรือไม่ เพราะมีคนหลายคนที่มักควบคุมอารมณ์ไม่ได้ด้วยสาเหตุจากเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับคนที่เขาสื่อสารด้วยเลย  ซึ่งนั่นหมายความว่า เขาไม่ได้มีจุดมุ่งหมายโดยตรงที่จะทำตัวไร้เหตุผลใส่คุณ เมื่อรู้อย่างนี้ คุณก็น่าจะเห็นใจและสามารถให้อภัยเขาได้ ที่สำคัญที่สุด ตัวคุณเองก็สบายใจ

3. หายตัวแว้บ

    คุณไม่จำเป็นที่จะต้องต่อกรกับคนที่ไม่น่ารักทุกคนเสมอไป มีคน 3 แบบ ที่เราไม่ควรจะนำมาเป็นปัญหาเลย

แบบที่ 1 : คนที่ผ่านมาเพียงชั่วคราว

แบบที่ 2 : คนที่มีความคิดเชิงลบอย่างเหนียวแน่น เป็นการเสียเวลาเปล่าไปกับการอธิบายหรือโน้มน้าวใจคนที่มีความคิดทางลบและวนเวียนอยู่แต่ในโลกของเขาเองตลอดเวลา ควรอยู่ห่างๆ จนกว่าเขาจะพร้อมที่จะรับฟังหรือเข้าใจ ซึ่งคงไม่ใช่ในเวลาสั้นๆ

แบบที่ 3 : คนที่เราไม่คิดว่าจำเป็นต้องมีเขาในชีวิต

4. โอนความรับผิดชอบ

    โดยทั่วไปแล้ว คนเจ้าอารมณ์ มักก้าวร้าว และ มักทำให้คุณรู้สึกเดือดร้อน ไม่สบายใจ พวกเขามองเห็นข้อเสียของคนอื่นได้ง่าย และมักโฟกัสไปที่ ปัญหามันแย่ยังไง แทนที่จะคิดทางแก้ปัญหา ถ้าคุณตอบโต้โดยการตั้งรับ ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาเยิ่นเย้อ ดังนั้น แทนที่จะโต้เถียง หรือปล่อยให้เขาถาม ให้โอนอำนาจการตัดสินใจไปที่เขา โดยการพูดในทำนองว่าให้เกียรติเขาตัดสินใจ หรือถามว่า เราควรทำยังไงกันดี พอมีแนวทางไหม 

Thinkstock_120813_AngryManPhone

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กับดักทางความคิดในห้องเรียน


วันหนึ่ง ไอสไตน์ถามนักเรียนว่า 
          "มีคนซ่อมปล่องไฟสองคน กําลังซ่อมปล่องไฟเก่า พอพวกเขาออกมาจากปล่องไฟ
       ปรากฏว่า คนหนึ่งตัวสะอาด อีกคนตัวเลอะเทอะ เต็มไปด้วยเขม่า ขอถามหน่อยว่า

       คนไหนจะไปอาบน้ำก่อน"




นักเรียนคนหนึ่งตอบว่า  "ก็ต้องคนที่ตัวสกปรกเลอะเขม่าควันสิครับ"
ไอสไตน์ พูดว่า            "งั้นเหรอ คุณลองคิดดูให้ดีนะ คนที่ตัวสะอาด เห็นอีกคนที่ตัว
        สกปรกเต็มไปด้วยเขม่าควัน เขาก็ต้องคิดว่าตัวเองออกมาจากปล่องไฟเก่าเหมือนกัน
        ตัวเขาเองก็ต้องสกปรกเหมือนกันแน่ๆ เลย    ส่วนอีกคน เห็นฝ่ายตรงข้ามตัวสะอาด
        ก็ต้องคิดว่า ตัวเองก็สะอาดเหมือนกัน  ตอนนี้ ผมขอถามพวกคุณอีกครั้งว่า ใครที่จะ
         ไปอาบน้ำก่อนกันแน่"
นักเรียนคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นว่า
          " อ้อ ! ผมรู้แล้ว พอคนตัวสะอาดเห็นอีกคนสกปรก ก็นึกว่าตัวเองต้องสกปรกแน่
แต่คนที่ตัวสกปรก เห็นอีกคนสะอาด ก็นึกว่าตัวเองไม่สกปรกเลย  ดังนั้นคนที่ตัวสะอาด
ต้องวิ่งไปอาบน้ำก่อนแน่เลย ..... ถูกไหมครับ...."
ไอสไตน์มองไปที่นักเรียนทุกคน   นักเรียนทุกคน ต่างเห็นด้วยกับคําตอบนี้
ไอสไตน์ ค่อยๆ พูดขึ้นอย่างมีหลักการและเหตุผล
                  " คําตอบนี้ก็ผิด ทั้งสองคนออกมาจากปล่องไฟเก่าเหมือนกัน จะเป็นไปได้ไงที่คนหนึ่งสะอาด อีกคนหนึ่งจะสกปรก   นี่แหละที่เขาเรียกว่า " ตรรก " เมื่อความคิดของคนเราถูกชักนําจนสะดุด  ก็จะไม่สามารถแยกแยะและหาเหตุผลแห่งเรื่องราวที่แท้จริงออกมาได้ นั่นคือ "ตรรก"

          จะหาตรรกได้ก็ต้อง กระโดดออกมาจาก    "พันธนาการของความเคยชิน"
                                                หลบเลี่ยงจาก    "กับดักทางความคิด"
                                                หลีกหนีจาก       "สิ่งที่ทําให้หลงทางจากความรู้จริง"
                                                ขจัด                   "ทิฐิแห่งกมลสันดาน"
           จะหา ตรรก ได้ก็ต่อเมื่อ คุณสลัดหมากทั้งหมด ที่คนเขาจัดฉาก วางล่อคุณไว้


                                  บทความจาก   http://www.unigang.com/Article/13088

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เรามองตัวเองอย่างไร



          สาวชาวไต้หวันผู้หนึ่ง เป็นโรคสมองพิการ ( cerebral palsy) แต่กำเนิดไม่สามารถเคลื่อนไหวตามปรกติ และพูดจาไม่ได้ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาเธอสามารถเรียนจบปริญญาเอกจากสหรัฐฯ แล้วแสดงทัศนคติของเธอในที่ต่างๆ เพื่อให้กำลังใจและช่วยเหลือผู้อื่น
          ครั้งหนึ่ง เธอรับเชิญไปบรรยายด้วยการเขียน (คนพูดไม่ได้ต้องใช้วิธีเขียน)หลังบรรยายเสร็จ มีนักเรียนคนหนึ่งตั้งคำถามว่า
          ท่านอยู่ในสภาพนี้โดยกำเนิด แล้วท่านไม่รู้สึกน้อยใจรึ? ท่านมองตัวเองอย่างไร?”
คำถามอันละเอียดอ่อนนี้ สร้างความตะลึงแก่ที่ประชุมไม่น้อย ต่างเกรงว่าคำถามนี้จะทิ่มแทงจิตใจของเธอ ปรากฏว่า เธอหันหน้าไปยังแผ่นกระดาน เขียนตัวหนังสืออย่างไม่สะทกสะท้านว่า
          ฉันมองดูตัวเองอย่างไร?”  เธอหันหน้ายิ้มให้ผู้ร่วมประชุม แล้วเขียนข้อความต่อ
1.ฉันน่ารักมาก
2.ขาฉันเรียวยาวสวยดี
3.คุณพ่อคุณแม่รักฉันจัง
4.พระเจ้าประทานรักแก่ฉัน
5.ฉันวาดภาพได้ ฉันแต่งหนังสือได้
6.ฉันมีแมวที่น่ารัก       และ


ขณะนั้น ที่ประชุมเงียบกริบ ไม่มีเสียงพูดจาใดๆ เธอหันกลับมามองดูทุกคน แล้วเขียนคำสรุป
บนแผ่นกระดานว่า
          “ฉันมองแต่สิ่งที่ฉันมี ไม่มองสิ่งที่ฉันขาด ฉันชอบทัศนคติต่อชีวิตแบบนี้ ซึ่งถูกหลักสุขภาพจิตและสบายใจด้วย
หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เสียงปรบมือดังสนั่นในที่ประชุมพร้อมทั้งน้ำตาที่สะเทือนใจจากหลายๆคน
ณ วันนั้น ทัศนคติเชิงสุขนิยมและบทพิสูจน์ของเธอเพิ่มกำลังใจแก่ผู้คน มากมาย
          ผู้เป็นโรคสมองพิการผู้นี้คือ น.ส.หวางเหม่ยเหลียน ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตจาก UCLA
ผู้เคยจัดนิทรรศการภาพเขียนส่วนตัวหลายครั้งในไต้หวัน
ความสุขไม่ได้อยู่ที่คุณครอบครองสิ่งใดมากแค่ไหน
แต่อยู่ที่คุณมีทัศนคติอย่างไรในการมองสิ่งต่างๆ

ที่มา   http://www.kwamru.com